หลักการตกแต่งหน้าเว็บ

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 1)

ในบทความนี้จะเป็นเนื้อหาการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout โดยจะมีขั้นตอนดังนี้

1.ออกแบบโครงสร้างหลักๆของหน้าเว็บเพจก่อน ดังรูปด้านล่าง

จากรูปจะเห็นว่าเราได้แบ่งส่วนต่างๆของหน้าเว็บเพจออกเป็น 4 ส่วนคือ

1.1.ส่วนแสดงสัญลักษณ์ของเว็บไซต์ ส่วนนี้เราจะให้แสดงรูปภาพและสัญลักษณ์ของเว็บไซต์

1.2.ส่วนแสดง Navigation ของเว็บไซต์ ส่วนนี้จะแสดงลิงค์ไปยังหน้าต่างของเว็บไซต์

1.3.ส่วนแสดงเนื้อหา จะแสดงเนื้อหาและรูปภาพ

1.4.ส่วนท้ายสุดของหน้า จะแสดงลิงค์ไปยังหน้าหลักๆของเว็บไซต์

การออกแบบโครงสร้างหลักของเว็บเพจนั้นมีความจำเป็นมาก เพราะหน้าเว็บเพจของเรามีค่ามาก การออกแบบตำแหน่งต่างของเว็บเพจไว้ก่อน จะทำให้การใช้พื้นที่ในหน้าเว็บเพจของเรามีประสิทธิภาพมากที่สุด

2.ออกแบบหน้าตาของเว็บเพจ 

หลักจากที่เราได้โครงสร้างหลักๆของเว็บเพจแล้ว เราก็จะออกแบบหน้าตาของเว็บเพจกัน โดยใช้โปรแกรมกราฟิกต่างๆ เช่น Photoshop , Firework , Illustrator แล้วแต่ถนัด โดยในตัวอย่างจะออกแบบโดยใช้โปรแกรม Illustrator

หลังจากที่เราออกแบบเว็บเพจเรียบร้อยแล้ว ในบทต่อไปจะเริ่มสร้างเว็บเพจกัน

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขี้น

คลิกที่นี่เพื่อดูตัวอย่างเว็บเพจที่เสร็จแล้ว

คลิกที่นี่เพื่อดาว์นโหลดตัวอย่างเว็บเพจที่เสร็จแล้ว

เกี่ยวกับบทความนี้

  • ระดับความยาก : พื้นฐาน
  • คะแนนของบทความนี้ : 11
  • สร้างเมื่อ : 16-05-2010
  • จำนวนครั้งที่เปิด : 64,627
  • เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :

คะแนนความน่าสนใจ39639สุดยอด!

คลิกที่ สุดยอด! เพื่อโหวตให้กับบทความนี้หากคิดว่าน่าสนใจ

บทความอื่นๆในหมวดลองทำเว็บไซต์ แบบง่ายๆ (13 เรื่อง)

แนะนำ  CSS Layouts

แนะนำ CSS Layouts

CSS layouts เป็นการจัดหน้าเว็บเพจโดยไม่ต้องใช้คำสั่ง table มีข้อดีอย่างไรในบทความนี้จะบอกทั้งหมด

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:03 | จำนวนครั้งที่เปิด : 27,775

พื้นฐาน CSS Layout

พื้นฐาน CSS Layout

ความสามารถ CSS layout นั้นเป็นความสามารถใหม่ที่มีใน Dreamweaver CS3 เท่านั้น ในบนนี้จะมีเนื้อหาปูพื้นฐานความเข้าใจในการทำงานของ CSS layout

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:03 | จำนวนครั้งที่เปิด : 30,479

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 1)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 1)

ในบทนี้จะพูดถึงการเริ่มต้นออกแบบเว็บเพจ และตัวอย่างเว็บเพจที่ทำด้วย CSS layout ให้ดาว์นโหลดไปศึกษากัน

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:03 | จำนวนครั้งที่เปิด : 64,627

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 2)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 2)

เริ่มการใช้งาน CSS layout

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:05 | จำนวนครั้งที่เปิด : 32,528

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 3)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 3)

ใส่เนื้อหาให้กับเว็บเพจ

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:07 | จำนวนครั้งที่เปิด : 24,245

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 4)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 4)

เขียน CSS ควบคุมการแสดงผลส่วน HEAD

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:07 | จำนวนครั้งที่เปิด : 23,988

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 5)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 5)

จัดการ CSS ในส่วนของ Containner และ Main

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:09 | จำนวนครั้งที่เปิด : 19,815

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 6)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 6)

จัดการ CSS ในส่วนของ Left ทั้งหมด

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:10 | จำนวนครั้งที่เปิด : 13,833

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 7)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 7)

กำหนด CSS ให้ navigation ต่อจากบทที่ 6

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:10 | จำนวนครั้งที่เปิด : 11,700

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 8)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 8)

จัดการ CSS ในส่วนของ Right ทั้งหมด

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:11 | จำนวนครั้งที่เปิด : 10,073

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 9)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 9)

จัดการ CSS ในส่วนของ Right ต่อจากตอนที่ 8

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:11 | จำนวนครั้งที่เปิด : 9,931

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 10)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 10)

จัดการ CSS ในส่วนของ Right ต่อจากตอนที่ 9

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:12 | จำนวนครั้งที่เปิด : 9,669

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 11)

ตัวอย่างการสร้างเว็บเพจด้วย CSS layout (ตอนที่ 11)

จัดการกับ CSS ส่วนสุดท้ายของเว็บเพจ footer

สร้างเมื่อ : 16-05-2010 10:12 | จำนวนครั้งที่เปิด : 13,899

 

 

 

Advertisements
Posted in Uncategorized | Leave a comment

การออกแบบหน้าเว็บไซต์

การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design)

คือ การจัดหมวดหมู่ และลำดับของเนื้อหา แล้วจัดทำเป็นแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่ามีเนื้อหาอะไรบ้างภายในเว็บไซต์ และแต่ละหน้าเว็บเพจนั้นมีการเชื่อมโยงกันอย่างไร

โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีจะช่วยให้ผู้ชมไม่สับสนและค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ไม่ควรเป็นลำดับที่ลึกหลายชั้นเกินไป เพราะผู้ใช้จะเบื่อเสียก่อน กว่าจะค้นหาเจอหน้าที่ต้องการ

1. รวบรวมข้อมูล  เนื้อหาที่จะนำมาสร้างเว็บ  แล้วนำมาจัดหมวดหมู่ และลำดับเนื้อหาก่อนหลัง (ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก) แล้ววางโครงสร้างเว็บไซต์ในภาพรวมทั้งหมด

2. จัดทำแผนผังโครงสร้างการเชื่อมโยงไฟล์  เป็นแผนผังที่แสดงโครงสร้างข้อมูล  ลำดับชั้น   และการเชื่อมโยงส่วนต่างๆ อย่างชัดเจน

3. ออกแบบหน้าแรกของเว็บไซต์  หรือที่เรียกว่า  Home  page

การออกแบบระบบนำทาง (Site Navigation Design)

ระบบ Navigation  เป็นระบบนำทางที่จะนำผู้ชมไปยังหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และรู้ว่ากำลังอยู่ตรงไหนของเว็บไซต์  นอกจากนี้ยังใช้กำหนดบทบาทของผู้ใช้ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ โดยผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะสามารถเข้าถึงหน้าเว็บเพจได้อย่างมีขอบเขต ตามสิทธิที่วางไว้เท่านั้น

องค์ประกอบของระบบ Navigation

1. เครื่องนำทาง

–   เมนูหลัก เป็นเมนูสำหรับลิงค์ไปยังหน้าหัวข้อหลักของเว็บไซต์ มักอยู่ในรูปของลิงค์ที่เป็นข้อความหรือภาพกราฟฟิก และมักถูกจัดวางอยู่ด้านบนในเว็บเพจทุกหน้า

–   เมนูเฉพาะกลุ่ม เป็นเมนูที่เชื่อโยงเว็บเพจปัจจุบันกับเว็บเพจอื่นภายในกลุ่มย่อยที่มี เนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน มักอยู่ในรูปแบบของลิงค์ข้อความหรือกราฟฟิกเช่นกัน

–   เครื่องมือเสริม สำหรับช่วยเสริมการทำงานของเมนู มีได้หลายรูปแบบ เช่น ช่องค้นหาข้อมูล (Search Box), เมนูแบบดร็อปดาวน์ (Drop-Down menu), แผนผังเว็บไซต์ (Site Map), อิมเมจแมพ (Image Map)

2. เครื่องมือบอกตำแหน่ง (Location Indicator)

เป็นสิ่งที่ใช้แสดงว่า ขณะนี้ผู้ชมกำลังอยู่ในตำแหน่งใดในเว็บไซต์ เครื่องบอกตำแหน่งมีได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อความภาพกราฟฟิกที่แสดงชื่อเว็บเพจ หรือข้อความบ่งชี้ และบ่อยครั้งที่เครื่องมือบอกตำแหน่งถูกรวมไว้กับตัวเมนูเลย

ลักษณะของระบบเนวิเกชั่นที่ดี

–   อยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดและเข้าถึงง่าย เช่น ส่วนบนหรือด้านขวาของเว็บเพจ

–   เข้าใจง่ายหรือมีข้อความกำกับชัดเจน ผู้ชมใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาศึกษา

–   มีความสม่ำเสมอ วางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันของทุกหน้าเว็บเพจ และใช้รูปแบบ สีสัน เหมือนกัน ทำให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้นเคย

–   บอกผู้ใช้ว่ากำลังอยู่ที่ตำแหน่งใดของเว็บไซต์

–   มีการตอบสนองเมื่อใช้งาน เช่น เปลี่ยนสีเมื่อผู้ชมชี้เมาส์หรือคลิก

–   จำนวนรายการพอเหมาะ ไม่มากเกินไป

–   มีหลายทางให้เลือกใช้ เช่น เมนูกราฟฟิก , เมนูข้อความ, ช่องค้นหาข้อมูล (Search Box), เมนูดร็อปดาวน์ (Drop-down menu),

แผนผังเว็บไซต์ (Site Map)

–   มีลิงค์ให้คลิกกลับไปยังโฮมเพจได้เสมอ เพื่อให้ผู้ชมกลับไปเริ่มต้นใหม่ในกรณีที่หลงทางไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ตำแหน่งใด

1. จุดประสงค์ของการทำเว็บ

เมื่อเราตัดสินใจที่จะ ทำเว็บ ขึ้นมาสักเว็บหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “จุดประสงค์” ในการ ทำเว็บ ว่าเว็บที่เราจะทำนั้น เราต้องการ ทำเว็บ เพื่ออะไร เช่น ทำเว็บ ขายสินค้า E-commerce ร้านค้าออนไลน์ เว็บเพื่อประชาสัมพันธ์บริษัท องค์กร โรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยว หรือทำเว็บไซต์กลุ่มหรือ เว็บไซต์ส่วนตัว เมื่อผู้ ทำเว็บ เข้าใจจุดประสงค์ในการ ทำเว็บ ของตนเป็นอย่างดีแล้ว ก็ย่อมที่จะสามารถสื่อสาร ให้ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ หรือกลุ่มลูกค้า เข้าใจในเว็บไซต์ได้ดีเช่นกัน

2. เลือกชื่อ Domain name

โดเมนเนม คือ ชื่อของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของเว็บที่ทำขึ้น ดังนั้นการตั้งชื่อ โดเมนเนมจึง เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากที่เราต้องคำนึงถึง การตั้งชื่อ โดเมนเนม ที่ดี ควรคำนึงตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

ใช้ตัวอักษรตั้งแต่ 3-63 ตัวอักษรและต้องใช้ (a-z),(0-9) และเครื่องหมาย dash “-” เท่านั้น

ใช้จุด “.” ได้ในกรณี ที่แบ่งแยกตาม level ได้ เช่น http://www.su.ac.th

ตัวแรกและตัวสุดท้ายต้องเป็นตัวอักษรเท่านั้น

ห้ามมีช่องว่าง (No space)

ตัวอักษรเล็กหรือใหญ่ ไม่มีผลต่อการตั้งชื่อ

ชื่อโดเมนเนมไม่ยาวจนเกินไป

ต้องสะกดง่าย หลีกเลี่ยงคำไทยที่สะกดยาก

ชื่อโดเมนเนม ควรมีเนื้อหาสื่อความหมายเกี๋ยวกับเว็บไซต์ด้วย

ระบบ Domain name ที่ทำการจดทะเบียนได้

.com ,.net ,.co.th ,.in.th, .org ,.name, .biz ,.info

หากเราตั้งชื่อโดเมนเนม ได้ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น แล้วย่อมทำให้ชื่อเว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จัก ของผู้ใช้งานได้อย่างแน่นอน

3. วางโครงสร้างเว็บไซต์

หน้าแรก เป็นการอธิบาย รายละเอียดข้อมูลของเว็บไซต์ เราโดยสรุปว่าเว็บไซต์นี้ทำเกี่ยวกับอะไร หรือว่าให้บริการใดบ้าง เพื่อให้ผู้เข้าชมเว็บเข้าใจจุดประสงค์ ของเว็บ มากที่สุด

สินค้า     ส่วนแสดงสินค้า ราคา รายละเอียด ส่วนลด คำอธิบายเกี่ยวกับสินค้าและบริการของเราทั้งหมด      อาจจะมีส่วนของ การสั่งซื้อ วิธีการชำระเงิน วิธีการจัดส่งสินค้า เพิ่มมาในส่วนนี้ได้

เว็บบอร์ด               สำหรับติดต่อพูดคุย กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือลูกค้า

คำถาม คำตอบ     อธิบาย ชี้แจงข้อสงสัย คำถามที่มักจะเจอบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในสินค้า หรือบริการของเรา

ติดต่อเรา                แสดงรายละเอียดสถานที่ เบอร์โทรติดต่อ แผนที่ หรือรายละเอียดอื่นๆ ที่จะทำให้ลุกค้า ผู้เข้าชมติดต่อกับเจ้าของเว็บไซต์ได้

4. ลงมือ ทำเว็บ

การทำเว็บไซต์สามารถทำได้ หลายวิธี เช่น ทำเว็บ ด้วยโปรแกรม Dreamweaver Html หรือ การทำเว็บด้วย

จิตวิทยาเกี่ยวกับสี

สีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบเว็บไซต์ การเลือกสีให้เข้ากับเนื้อหาของเว็บไซต์ จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และยังส่งผลอย่างมากกับความสวยงามของเว็บไซต์

ความรู้สึกที่คนส่วนใหญ่มีต่อสีต่างๆ

 สีฟ้า    ให้ความรู้สึกสงบ สุขุม สุภาพ หนักแน่น เคร่งขรึม เอาการเอางาน ละเอียด รอบคอบ สง่างาม มีศักดิ์ศรี สูงศักดิ์ เป็นระเบียบถ่อมตน    สามารถลดความตื่นเต้น และช่วยทำให้มีสมาธิ แต่ถ้ามีสีน้ำเงินเข้มเกินไป ก็จะทำให้รู้สึกซึมเศร้าได้

สีเขียว     เป็นสีในวรรณะเย็น จะสร้างความรู้สึกเย็นสบาย ใช้เป็นสีที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ ให้ความรู้สึก สงบ เงียบ ร่มรื่น ร่มเย็น การพักผ่อน การผ่อนคลาย ธรรมชาติ ความปลอดภัย ปกติ ความสุข ความสุขุม เยือกเย็น

 สีเหลือง   เป็นสีแห่งความเบิกบาน เร้าอารมณ์ และเรียกร้องความสนใจ ให้ความรู้สึกแจ่มใส ความสดใส ความร่าเริง ความเบิกบานสดชื่น ชีวิตใหม่ ความสด ใหม่ ความสุกสว่าง การแผ่กระจาย อำนาจบารมี  ให้ลองสังเกตดูว่า วันที่ท้องฟ้ามืดครื้มปราศจากแสงแดด เราจะรู้สึกหงอยเหงา หดหู่ แต่พอมีแสงแดด ท้องฟ้าสว่าง มีสีเหลือง เราจะรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น

 สีแดง  เป็นสีที่สร้างความตื่นเต้น และกระตุ้นสมอง สีแดงปานกลางแสดงถึงความมีสุขภาพดี ความมีชีวิต ความรัก ความสำคัญ ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง    สีแดงจัดมีความหมายแฝงด้านกามารมณ์ นอกจากนี้สีแดงยังสร้างความรู้สึกรุนแรง ให้ความรู้สึกร้อน กระตุ้น ท้าทาย เคลื่อนไหว ตื่นเต้น เร้าใจ มีพลัง มันจะใช้กันกรณีที่เกี่ยวกับความตื่นเต้น หรืออันตราย

 สีม่วง  ให้ความรู้สึก มีเสน่ห์ น่าติดตาม เร้นลับ ซ่อนเร้น มีอำนาจ มีพลังแฝงอยู่ ความรัก ความเศร้า ความผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์   เป็นสีที่ปลอบโยน และช่วยลดความเครียด แต่เดิมสีม่วงได้มาจากสัตว์มีกระดอง,เปลือก ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชื่อว่า Purpura จึงได้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Purple

 สีส้ม  ให้ความรู้สึก ร้อน ความอบอุ่น ความสดใส มีชีวิตชีวา วัยรุ่น ความคึกคะนอง การปลดปล่อย ความเปรี้ยว การระวัง   เป็นสีที่เร้าความรู้สึก ปรกติควรใช้แต่น้อยเมื่อเทียบกับสีอื่น สังเกตว่าคนที่อยู่ในห้องสีส้มจะอยู่ได้ไม่นาน

 สีน้ำตาล  ให้ความรู้สึกอบอุ่น ได้พักผ่อน แต่ควรใช้ร่วมกับสีส้ม เหลือง หรือสีทอง เพราะถ้าใช้สีน้ำตาลเพียงสีเดียว อาจทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ได้

สีเทา   ให้ความรู้สึก เศร้า อาลัย ท้อแท้ ความลึกลับ ความหดหู่ ความชรา ความสงบ ความเงียบ สุภาพ สุขุม ถ่อมตน   สีนี้มีข้อดีคือทำให้เย็น แต่สร้างความสร้างความรู้สึกหม่นหมองได้ ควรใช้ร่วมกับสีที่มีชีวิต โทนสว่างอย่างน้อยหนึ่งสี

 สีขาว  ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ สะอาด สดใส เบาบาง อ่อนโยน เปิดเผย การเกิด ความรัก ความหวัง ความจริง ความเมตตา ความศรัทธา ความดีงาม     ให้ความรู้สึกรื่นเริง โดยเฉพาะเมื่อใช้กับสีแดง เหลือง และส้ม

ทฤษฎีสี

รูปด้านล่างวงล้อความสัมพันธ์ของสี ซึ่งบรรจุสีที่นิยมใช้ในเว็บไซต์ไว้ 20 สี เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเลือกสีที่จะใช้ในเว็บไซต์อยู่เราสามารถใช้ความสัมพันธ์ของวงล้อขอสีนี้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมากมาย เช่น  ต้องการออกแบบให้เว็บไซต์รู้สึกตัดกันโดยสิ้นเชิง เราอาจใช้ชุดสี 4 สีที่ทำมุมกัน 90 องศา เช่นดังตัวอย่างถ้าเราเลือกชุดสี 1 , 6 , 11 , 16 สีที่ได้จะตัดกันชัดเจน    ถ้าต้องการให้เว็บไซต์ดูกลมกลืนก็อาจเลือกชุดสีใกล้เคียงกันก็ได้เช่น เลือกชุดสีเขียวเบอร์ 8 , 9 , 10 , 11 ก็จะได้สีในโทนสีเขียวสว่าง

นางสาว  สุภาณี  บำรุงธีรพล ม.6/2  เลขที่28

Posted in Uncategorized | Leave a comment

เรื่องน่าสนใจ

ดอกไม้ ประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน

คุณทราบหรือไม่ครับ ว่าดอกไม้ประจำวันเกิดของคุณเองคือดอกไม้อะไรไปชมกันเลย

 


วันอาทิตย์


วันจันทร์


วันอังคาร


วันพุธ



วันพฤหัสบดี


วันศุกร์


วันเสาร์

พาไปชม ชุดประจําชาติอาเซียน 10 ประเทศใกล้เข้ามา

1. ชุดประจำชาติของประเทศมาเลเซีย

สำหรับชุดประจำชาติมาเลเซียของผู้ชาย เรียกว่า บาจู มลายู (Baju Melayu) ประกอบด้วยเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่ทำจากผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือโพลีเอสเตอร์ที่มีส่วนผสมของผ้าฝ้าย ส่วนชุดของผู้หญิงเรียกว่า บาจูกุรุง (Baju Kurung) ประกอบด้วยเสื้อคลุมแขนยาว และกระโปรงยาว

2. ชุดประจำชาติของประเทศเวียดนาม

อ่าวหญ่าย (Ao dai) เป็น ชุดประจำชาติของประเทศเวียดนามที่ประกอบไปด้วยชุดผ้าไหมที่พอดีตัวสวมทับ กางเกงขายาวซึ่งเป็นชุดที่มักสวมใส่ในงานแต่งงานและพิธีการสำคัญของประเทศ มีลักษณะคล้ายชุดกี่เพ้าของจีน ในปัจจุบันเป็นชุดที่ได้รับความนิยมจากผู้หญิงเวียดนาม ส่วนผู้ชายเวียดนามจะสวมใส่ชุดอ่าวหญ่ายในพิธีแต่งงาน หรือพิธีศพ

3. ชุดประจำชาติของประเทศพม่า

ชุดประจำชาติของชาวพม่าเรียกว่า ลองยี (Longyi) เป็นผ้าโสร่งที่นุ่งทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในวาระพิเศษต่าง ๆ ผู้ชายจะใส่เสื้อเชิ้ตคอปกจีนแมนดารินและเสื้อคลุมไม่มีปก บางครั้งจะใส่ผ้าโพกศีรษะที่เรียกว่า กอง บอง (Guang Baung) ด้วย ส่วนผู้หญิงพม่าจะใส่เสื้อติดกระดุมหน้าเรียกว่า ยินซี (Yinzi) หรือเสื้อติดกระดุมข้างเรียกว่า ยินบอน (Yinbon) และใส่ผ้าคลุมไหล่ทับ

4. ชุดประจำชาติของประเทศบรูไน

ชุดประจำชาติของบรูไนคล้ายกับชุดประจำชาติของผู้ชายประเทศมาเลเซีย เรียกว่า บาจู มลายู (Baju Melayu) ส่วนชุดของผู้หญิงเรียกว่า บาจูกุรุง (Baju Kurung) แต่ผู้หญิงบรูไนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส โดยมากมักจะเป็นเสื้อผ้าที่คลุมร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ส่วนผู้ชายจะแต่งกายด้วยเสื้อแขนยาว ตัวเสื้อยาวถึงเข่า นุ่งกางเกงขายาวแล้วนุ่งโสร่ง เป็นการสะท้อนวัฒนธรรมสังคมแบบอนุรักษ์นิยม เพราะบรูไนเป็นประเทศมุสสิม จึงต้องแต่งกายมิดชิดและสุภาพเรียบร้อย

5. ชุดประจำชาติของประเทศลาว

ผู้หญิงลาวนุ่งผ้าซิ่น และใส่เสื้อแขนยาวทรงกระบอก สำหรับผู้ชายมักแต่งกายแบบสากล หรือนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อชั้นนอกกระดุมเจ็ดเม็ด คล้ายเสื้อพระราชทานของไทย

6. ชุดประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย

เกบาย่า (Kebaya) เป็นชุดประจำชาติของประเทศอินโดนีเซียสำหรับผู้หญิง มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาว ผ่าหน้า กลัดกระดุม ตัวเสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ ส่วนผ้าถุงที่ใช้จะเป็นผ้าถุงแบบบาติก ส่วนการแต่งกายของผู้ชายมักจะสวมใส่เสื้อแบบบาติกและนุ่งกางเกงขายาวหรือเตลุก เบสคาพ (Teluk Beskap) ซึ่งเป็นการแต่งกายแบบผสมผสานระหว่างเสื้อคลุมสั้นแบบชวาและโสร่ง และนุ่งโสร่งเมื่ออยู่บ้านหรือประกอบพิธีละหมาดที่มัสยิด

7. ชุดประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์

ผู้ชายจะนุ่งกางเกงขายาวและสวมเสื้อที่เรียกว่า บารอง ตากาล็อก (barong Tagalog) ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าใยสัปปะรด มีบ่า คอตั้ง แขนยาว ที่ปลายแขนเสื้อที่ข้อมือจะปักลวดลาย ส่วนผู้หญิงนุ่งกระโปรงยาว ใส่เสื้อสีครีมแขนสั้นจับจีบยกตั้งขึ้นเหนือไหล่คล้ายปีกผีเสื้อ เรียกว่า บาลินตาวัก (balintawak)

8. ชุดประจำชาติของประเทศไทย

สำหรับชุดประจำชาติอย่างเป็นทางการของไทย รู้จักกันในนามว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยชุดประจำชาติสำหรับสุภาพบุรุษ จะเรียกว่า “เสื้อพระราชทาน”

สำหรับสุภาพสตรีจะเป็นชุดไทยที่ประกอบด้วยสไบเฉียง ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ซิ่นมีจีบยกข้างหน้า มีชายพกใช้เข็มขัดไทยคาด ส่วนท่อนบนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกันหรือ จะมีผ้าสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลังยาวตามที่เห็นสมควร ความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าการเย็บและรูปทรงของผู้ที่สวม ใช้เครื่องประดับได้งดงามสมโอกาสในเวลาค่ำคืน

โดยชุดไทยพระราชนิยม แบ่งออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้

1. ชุดไทยเรือนต้น

2. ชุดไทยจิตรลดา

3. ชุดไทยอมรินทร์

4. ชุดไทยบรมพิมาน

5. ชุดไทยจักรี

6. ชุดไทยจักรพรรดิ

7. ชุดไทยดุสิต

8. ชุดไทยศิวาลัย

9. ชุดประจำชาติของประเทศกัมพูชา

ชุดประจำชาติของกัมพูชาคือ ซัมปอต (Sampot) หรือผ้านุ่งกัมพูชา ทอด้วยมือ มีทั้งแบบหลวมและแบบพอดี คาดทับเสื้อบริเวณเอว ผ้าที่ใช้มักทำจากไหมหรือฝ้าย หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ซัมปอตสำหรับผู้หญิงมีความคล้ายคลึงกับผ้านุ่งของประเทศลาวและไทย ทั้งนี้ ซัมปอดมีหลายแบบซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนชั้นทางสังคมของชาวกัมพูชา ถ้าใช้ในชีวิตประจำวันจะใช้วัสดุราคาไม่สูง ซึ่งจะส่งมาจากประเทศญี่ปุ่น นิยมทำลวดลายตามขวาง ถ้าเป็นชนิดหรูหราจะทอด้ายเงินและด้ายทอง

10. ชุดประจำชาติประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์ไม่มีชุดประจำชาติเป็นของตนเอง เนื่องจากประเทศสิงคโปร์แบ่งออกเป็น 4 เชื้อชาติหลัก ๆ ได้แก่ จีน มาเลย์ อินเดีย และชาวยุโรป ซึ่งแต่ละเชื้อชาติก็มีชุดประจำชาติเป็นของตนเอง เช่น ผู้หญิงมลายูในสิงคโปร์ จะใส่ชุดเกบาย่า (Kebaya) ตัว เสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ หากเป็นชาวจีน ก็จะสวมเสื้อแขนยาว คอจีน เสื้อผ้าหน้าซ่อนกระดุม สวมกางเกงขายาว โดยเสื้อจะใช้ผ้าสีเรียบหรือผ้าแพรจีนก็ได้

ดอกไม้ประจำประเทศอาเซี่ยน…10 ประเทศ

วันนี้ขอพาทุกท่านมารู้จัก….ประเทศในกลุ่มอาเซียน มีทั้งหมด 10 ประเทศเรียงตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ นั่นคือ

•รัฐบรูไนดารุสซาลาม
•ราชอาณาจักรกัมพูชา
•สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
•สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
•สหพันธรัฐมาเลเซีย
•สหภาพพม่า
•สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
•สาธารณรัฐสิงคโปร์
•ราชอาณาจักรไทย
•สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ซึ่งชื่อเต็มๆของประเทศเหล่านี้บ่งบอกถึงระบอบการปกครองของประเทศนั้นๆครับ ไม่ได้เอามาตั้งกันแบบว่าธรรมดาสามัญนะ
เอาหล่ะ วันนี้ ก็ไปเจอรูปเหล่านี้มาจาก Deviantart เป็นดอกไม้และชุดประจำชาติของประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน

6. สหภาพพม่า
เริ่มจากดอกประดู่ก่อนแล้วกัน
Padauk ชื่อไทยเรียกว่า ประดู่
ประดู่เป็นไม้ดอกประจำชาติของสหภาพพม่า
ประดู่เป็นไม้มงคล เพราะเชื่อกันว่าก่อให้เกิดความยิ่งใหญ่ เขาว่ากันว่าควรปลูกในทิศตะวันตกของตัวบ้าน และปลูกในวันเสาร์ จะมีศิริมงคล
7.
ฟิลิปินส์
มะลิงาช้าง (ดอก Sampaguita Jasmine) ดอกไม้ประจำชาติฟิลิปปินส์ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก ปลายกลีบเรียว ออกดอกตลอดปี มีกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน ช่วงที่อากาศเย็นหรือมีแสงแดดอ่อน ส่งกลิ่นหอมมากกว่าช่วงที่อากาศร้อน
Sampaguita Jasmine ดอกพุดแก้ว เป็นดอกไม้ประจำชาติของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
ดอก Sampaguita Jasmine เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์ตั้งแต่ปี 1934 ดอก Sampaguita มีกลีบดอกรูปดาวสีขาวที่บานตลอดทั้งปี โดยจะแย้มดอกในตอนกลางคืนและส่งกลิ่นหอมประมาณหนึ่งวัน สำหรับประชาชนชาวฟิลิปปินส์ ดอกไม้ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความเรียบง่าย ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความเข้มแข็ง การผลิบานของดอก Sampaguita ถูกนำมาเฉลิมฉลองในตำนานเรื่องเล่าและบทเพลงของประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีความเชื่อว่าดอกไม้ชนิดนี้มีที่มาจากแถบ Himalaya ในศตวรรษที่ 17

8. สาธารณรัฐสิงคโปร์

 

Vanda Miss Joaquim เป็นกล้วยไม้ในกลุ่ม แวนด้า เป็นดอกไม้ประจำชาติของ สาธารณรัฐสิงคโปร์
หลังจากฝนตกมา 2 – 3 วัน ลมหนาวก็มาเยือนก็นึกถึงดอกไม้ประจำชาติในกลุ่มอาเซี่ยนที่เกี่ยวกับดอกไม้ที่อากาศเย็นนิด ๆ จะออกไม้งดงาม
นั้นก็คือ ดอกกล้วยไม้ที่เรียกว่า แวนด้า

 

9. วันนี้เราลองมาทายสิว่าดอกคูณ…หรือ ดอกราชพฤกษ์ คือดอกไม้ประจำชาติอะไร?
ตอนเย็นมาฟังคำเฉลยนะจ๊ะ

คำตอบคือ….ประเทศไทย
ราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติ ไทย มีสีเหลืองสด ในหนึ่งดอกประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้ง ส่วนประกอบต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นยารักษาโรคได้
ต้น Ratchaphruek หรือ ต้นราชพฤกษ์ มีช่อดอกสีเหลืองที่สวยงาม ชาวไทยถือว่าสีเหลืองของดอกไม้ชนิดนี้ คือ สีของพระพุทธศาสนาและความรุ่งโรจน์ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีปรองดองของคนไทย ดอกราชพฤกษ์จะเริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ขณะผลิบานต้นจะทิ้งใบเหลือเพียงดอกสีเหลืองอร่าม ดอกราชพฤกษ์เป็นที่รู้จักทั่วไปในประเทศไทย และปลูกอย่างแพร่หลายตามแนวถนน

 

10.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ดอกบัว ดอกไม้ประจำชาติเวียดนาม เป็นพืชมงคลตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่ว่า บัวซึ่งโผล่พ้นน้ำเปรียบเหมือนการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงรวมถึงความ บริสุทธิ์ และความผูกพันดั่งสายใยของบัวนั่นเอง
บัว เป็นดอกไม้ประจำชาติของ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ดอก Lotus หรือ ดอกบัว เป็นดอกไม้ที่ชาวเวียดนามถือว่าเป็น 1 ใน 4 ของพันธุ์ไม้ที่มีความสง่างาม ซึ่งประกอบไปด้วย ต้นสน ต้นไผ่ และต้นเบญจมาศ ดอกบัวเป็นที่รู้จักในนาม “ดอกไม้แห่ง รุ่งอรุณ” พบได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำของประเทศเวียดนาม สำหรับชาวเวียดนามแล้ว ดอกบัวคือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความผูกพัน และการมองโลกในแง่ดี ความสง่างามของดอกบัวมักถูกกล่าวถึงในบทกลอน และเพลงพื้นเมืองของประเทศเวียดนาม

ความหมาย ประเภทและชนิดของประโยค

ความหมายของประโยค

     ประโยค เกิดจากคำหลายๆคำ หรือวลีที่นำมาเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบให้แต่ละคำมีความสัมพันธ์กัน มีใจความสมบูรณ์ แสดงให้รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เช่น สมัครไปโรงเรียน ตำรวจจับคนร้าย เป็นต้น

ส่วนประกอบของประโยค
ประโยคหนึ่ง ๆ จะต้องมีภาคประธานและภาคแสดงเป็นหลัก และอาจมีคำขยายส่วนต่าง ๆ ได้

1. ภาคประธาน 
ภาคประธานในประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำ ผู้แสดงซึ่งเป็นส่วนสำคัญของประโยค ภาคประธานนี้ อาจมีบทขยายซึ่งเป็นคำหรือกลุ่มคำมาประกอบ เพื่อทำให้มีใจความชัดเจนยิ่งขึ้น

2. ภาคแสดง
ภาคแสดงในประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่ประกอบไปด้วยบทกริยา บทกรรมและส่วนเติมเต็ม บทกรรมทำหน้าที่เป็นตัวกระทำหรือตัวแสดงของประธาน ส่วนบทกรรมทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำ และส่วนเติมเต็มทำหน้าที่เสริมใจความของประโยคให้สมบูรณ์ คือทำหน้าที่คล้ายบทกรรม แต่ไม่ใช้กรรม เพราะมิได้ถูกกระทำ

ชนิดของประโยค
ประโยคในภาษาไทยแบ่งเป็น 3 ชนิด ตามโครงสร้างการสื่อสารดังนี้

     1. ประโยคความเดียว 
ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีข้อความหรือใจความเดียว ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอกรรถประโยค เป็นประโยคที่มีภาคประโยคเพียงบทเดียว และมีภาคแสดงหรือกริยาสำคัญเพียงบทเดียว หากภาคประธานและภาคแสดงเพิ่มบทขยายเข้าไป ประโยคความเดียวนั้นก็จะเป็นประโยคความเดียวที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
เช่น ฉันไปซือของที่ตลาดยิ่งเจริญ
หมายเหตุ:สังเกตง่ายๆ ประโยคความเดียวจะมี “คำกริยา เพียง 1ตัวในประโยค เท่านั้น”

2. ประโยคความรวม 
ประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาโครงสร้างประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปเข้าไว้ในประโยคเดียวกัน โดยมีคำเชื่อมหรือสันธานทำหน้าที่เชื่อมประโยคเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ประโยคความรวมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อเนกกรรถประโยค ประโยคความรวมแบ่งใจความออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

2.1 ประโยคที่มีความคล้อยตามกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบ ด้วยประโยคเล็กตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป มีเนื้อความคล้อยตามกันในแง่ของความเป็นอยู่ เวลา และการกระทำ
ตัวอย่าง
• ทรัพย์ และ สินเป็นลูกชายของพ่อค้าร้านสรรพพาณิชย์
• ทั้ง ทรัพย์ และ สินเป็นนักเรียนโรงเรียนอาทรพิทยาคม
• ทรัพย์เรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา
• พอ สินเรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ มาช่วยพ่อค้าขาย
สันธานที่ใช้ใน 4 ประโยค ได้แก่ และ, ทั้ง – และ, แล้วก็, พอ – แล้วก็
หมายเหตุ : คำ “แล้ว” เป็นคำช่วยกริยา มิใช่สันธานโดยตรง

2.2 ประโยคที่มีความขัดแย้งกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค มีเนื้อความที่แย้งกันหรือแตกต่างกันในการกระทำ หรือผลที่เกิดขึ้น
ตัวอย่าง
• พี่ตีฆ้อง แต่ น้องตีตะโพน
• ฉันเตือนเขาแล้ว แต่ เขาไม่เชื่อ

2.3 ประโยคที่มีความให้เลือก ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยคและกำหนดให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่าง
• ไปบอกนายกิจ หรือ นายก้องให้มานี่คนหนึ่ง
• คุณชอบดนตรีไทย หรือ ดนตรีสากล

2.4 ประโยคที่มีความเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค ประโยคแรกเป็นเหตุประโยคหลังเป็นผล
ตัวอย่าง
• เขามีความเพียรมาก เพราะฉะนั้น เขา จึง ประสบความสำเร็จ
• คุณสุดาไม่อิจฉาใคร เธอ จึง มีความสุขเสมอ

ข้อสังเกต 
• สันธานเป็นคำเชื่อมที่จ้ำเป็นต้องมีประโยคความรวม และจะต้องใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อความในประโยค ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สันธานเป็นเครื่องกำหนดหรือชี้บ่งว่าประโยคนั้นมีใจความแบบใด
• สันธานบางคำประกอบด้วยคำสองคำ หรือสามคำเรียงอยู่ห่างกัน เช่น ฉะนั้น – จึง, ทั้ง – และ, แต่ – ก็ สันธานชนิดนี้เรียกว่า “สันธานคาบ”มักจะมีคำอื่นมาคั่นกลางอยู่จึงต้องสังเกตให้ดี
• ประโยคเล็กที่เป็นประโยคความเดียวนั้น เมื่อแยกออกจากประโยคความรวมแล้ว ก็ยังสื่อความหมายเป็นที่เข้าใจได้ 


3. ประโยคความซ้อน 

ประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่มีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว ประกอบด้วยประโยคความเดียวที่มีใจความสำคัญ เป็นประโยคหลัก(มุขยประโยค) และมีประโยคความเดียวที่มีใจความเป็นส่วนขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลัก เป็นประโยคย่อยซ้อนอยู่ในประโยคหลัก(อนุประโยค) โดยทำหน้าที่แต่งหรือประกอบประโยคหลัก ประโยคความซ้อนนี้เดิม เรียกว่า สังกรประโยค
อนุประโยคหรือประโยคย่อยมี 3 ชนิด ทำหน้าที่ต่างกัน ดังต่อไปนี้

3.1 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่แทนนาม (นามานุประโยค) อาจใช้เป็นบทประธานหรือบทกรรม หรือส่วนเติมเต็มก็ได้ ประโยคย่อยนี้เป็นประโยคความเดียวซ้อนอยู่ในประโยคหลักไม่ต้องอาศัยบทเชื่อมหรือคำเชื่อม

ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่เป็นประโยคย่อยทำหน้าที่แทนนาม
• คนทำดีย่อมได้รับผลดี
คน…ย่อมได้รับผลดี : ประโยคหลัก
คนทำดี : ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทประธาน

• ครูดุนักเรียนไม่ทำการบ้าน
ครูดุนักเรียน : ประโยคหลัก
นักเรียนไม่ทำการบ้าน : ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทกรรม

3.2 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายประธานหรือบทขยายกรรมหรือบทขยายส่วนเติมเต็ม (คุณานุประโยค) แล้วแต่กรณี มีประพันธสรรพนาม (ที่ ซึ่ง อัน ผู้) เชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคย่อย
ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทขยาย

• คนที่ประพฤติดีย่อยมีความเจริญในชีวิต
ที่ประพฤติ ขยายประธาน คน
– คน…ย่อมมีความเจริญในชีวิต : ประโยคหลัก
– (คน) ประพฤติดี : ประโยคย่อย

• ฉันอาศัยบ้านซึ่งอยู่บนภูเขา
ซึ่งอยู่บนภูเขา ขยายกรรม บ้าน
– ฉันอาศัยบ้าน : ประโยคหลัก
– (บ้าน) อยู่บนภูเขา : ประโยคย่อย

     3.3 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายคำกริยา หรือบทขยายคำวิเศษณ์ในประโยคหลัก (วิเศษณานุประโยค) มีคำเชื่อม (เช่น เมื่อ จน เพราะ ตาม ให้ ฯลฯ) ซึ่งเชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคย่อย

ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทกริยาหรือบทขยายวิเศษณ์

• เขาเรียนเก่งเพราะเขาตั้งใจเรียน
เขาเรียนเก่ง : ประโยคหลัก
(เขา) ตั้งใจเรียน : ประโยคย่อยขยายกริยา

• ครูรักศิษย์เหมือนแม่รักลูก
ครูรักศิษย์ : ประโยคหลัก
แม่รักลูก : ประโยคย่อย (ขยายส่วนเติมเต็มของกริยาเหมือน)

หน้าที่ของประโยค
ประโยคต่างๆ ที่ใช้ในการสื่อสารย่อมแสดงถึงเจตนาของผู้ส่งสาร เช่น บอกกล่าว เสนอแนะ อธิบาย ซักถาม ขอร้อง วิงวอน สั่งห้าม เป็นต้น หากจะแบ่งประโยคตามหน้าที่หรือลักษณะที่ใช้ในการสื่อสาร สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

1. การบอกเล่าหรือแจ้งให้ทราบ 
เป็นประโยคที่มีเนื้อความบอกเล่าบ่งชี้ให้เห็นว่า ประธานทำกริยา อะไร ที่ไหน อย่างไร และเมื่อไหร่ เช่น
– ฉันไปพบเขามาแล้ว
– เขาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ

 2. การปฏิเสธ
เป็นประโยคมีเนื้อความปฏิเสธ จะมีคำว่า ไม่ ไม่ได้ หามิได้ มิใช่ ใช่ว่า ประกอบอยู่ด้วยเช่น
– เรา ไม่ได้ ส่งข่าวถึงกันนานแล้ว
– นั่น มิใช่ ความผิดของเธอ

 3. การถามให้ตอบ 
เป็นประโยคมีเนื้อความเป็นคำถาม จะมีคำว่า หรือ ไหม หรือไม่ ทำไม เมื่อไร ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร อยู่หน้าประโยคหรือท้ายประโยค เช่น
– เมื่อคืนคุณไป ที่ไหน มา
– เธอเห็นปากกาของฉันไหม

4. การบังคับ ขอร้อง และชักชวน
เป็นประโยคที่มีเนื้อความเชิงบังคับ ขอร้อง และชักชวน โดยมีคำอนุภาค หรือ คำเสริมบอกเนื้อความของประโยค เช่น
– ห้าม เดินลัดสนาม
– กรุณา พูดเบา

การดูแลสุขภาพตนเอง

                โดย ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น
ใน เรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า “การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี” อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ

การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ
เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่

  • การ ดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค

การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย
ได้แก่ การขอคำแนะนำ แสวงหาวามรู้จากผู้รู้ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขต่างๆ ในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติ หรือการรักษาเบื้องต้นให้หาย จากความเจ็บป่วย ประเมินตนเองได้ว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เพื่อรักษาก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุข เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย และมีสุขภาพดีดังเดิม
การ ที่ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ ึความเข้าใจในเรื่อง การดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพื่อบำรุงรักษาตนเอง ให้สมบูรณ์แข็งแรง รู้จักที่จะป้องกันตัวเอง มิให้เกิดโรค และเมื่อเจ็บป่วยก็รู้วิธีที่จะรักษาตัวเอง เบื้องต้นจนหายเป็นปกติ หรือรู้ว่า เมื่อไรต้องไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

โดย ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น

                ใน เรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า “การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี” อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ

การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ
เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่

  • การ ดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค

การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย
ได้แก่ การขอคำแนะนำ แสวงหาวามรู้จากผู้รู้ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขต่างๆ ในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติ หรือการรักษาเบื้องต้นให้หาย จากความเจ็บป่วย ประเมินตนเองได้ว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เพื่อรักษาก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุข เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย และมีสุขภาพดีดังเดิม
การ ที่ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ มีความเข้าใจในเรื่อง การดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพื่อบำรุงรักษาตนเอง ให้สมบูรณ์แข็งแรง รู้จักที่จะป้องกันตัวเอง มิให้เกิดโรค และเมื่อเจ็บป่วยก็รู้วิธีที่จะรักษาตัวเอง เบื้องต้นจนหายเป็นปกติ หรือรู้ว่า เมื่อไรต้องไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณ
สุข

สมุนไพรไทย สมุนไพรรักษาโรค ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

ผลิตจากผู้มีความรู้และประสบการณ์คือเวชกรแพทย์แผนไทย คืนเงินจริง หากไม่พอใจ  ทำให้ท่านได้ทาน ยาสมุนไพรไทย แต่ของสะอาดดี สรรพคุณสูง  เป็น สมุนไพร Thai Herb ไม่ใช่กากสมุนไพร

เปิดกิจการรับปรุงยาไทย ยาจีน และจำหน่าย ยาสมุนไพรไทย เพื่อรักษาโรค กว่า 80 ปี คง ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แต่เพราะผลิตภัณฑ์ของร้านมีส่วนช่วยให้ผู้ทานแข็งแรง สามารถยืดอายุ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาทิ ตรีผลา จตุผลาธิกา

ผลิตภัณฑ์ของ Thai Herb ล้วนผ่านวิธี ตามมาตรฐานการผลิตยา ควบคุมน้ำหนัก อุณหภูมิ เวลา คุณภาพคนทำงาน และสูตรต่างๆ ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ  วัตถุ ดิบ ร้านใช้ของคุณภาพเกรดยาไทย อาทิ โสมเกาหลี  ขมิ้นชัน ใบ ย่านาง ใบบัวบก ใบหม่อน  มะรุมใบล้วน สมุนไพรจีนอาทิ ตังกุย โสมจีน  ผ่านการปรุงยาในสถานที่ที่ได้รับการตรวจสอบตามเกณฑ์และเวลา จากกระทรวง สาธารณสุข

จ่าย น้อยกว่าหรือเท่ากันแต่ได้ของคุณภาพดีกว่า  อาทิ มะรุมแคปซูล ตรีผลารักษาไขมันพอกตับ สมุนไพร เกาท์ บำรุงไต บำรุงสมอง  สตรีวัยทอง ชายวัยทอง เบาหวาน  บำรุงตับ มะรุมแคปซูลผสมใบหม่อน ลดคลอเรสเตอรอล หลอดเลือดตีบตัน

 

ยาสมุนไพรไทย ช่วยรักษาโรค

สมุนไพรเป็นทางเลือกที่แนะนำให้ทาน พืชสมุนไพรไทย  เป็นยา ควบ คู่ไปกับยาหมอ เราไม่สนับสนุนการเลิกทานยาแพทย์   การดูแลตัวเองแบบผสมผสาน จะช่วยคุณได้ดีกว่า ดังนั้น การเลือกร้านที่ซื้อ ที่ไว้ใจได้ สำคัญที่สุด

 

เคล็ดลับการกดใบหน้าจุดในแบบชิอัตสึ

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการเคล็ดลับเพิ่มความอ่อนเยาว์ของใบหน้า เราขอแนะนำเคล็ดลับการกดใบหน้าจุดในแบบชิอัตสึนี้เลยค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยเคล็ดลับเพื่อดวงตาคู่สวย

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังหรือต้องการมีดวงตาที่สวยในวันนี้เราได้นำเอาเคล็ดลับเพื่อดวงตาคู่สวยมาแนะนำกันด้วยอย่าพลาดนะค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยคืนผิวหน้าสวยด้วยฝักทอง

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังมีปัญหาหรืออยากมีผิวหน้าที่สวยใส วันนี้เรามีเคล็ดลับคืนผิวหน้าสวยด้วยฝักทองมาแนะนำกันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยรู้หรือไม่อะไรคือ…สิ่งที่ผิวต้องการ

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังมีปัญหาหนักอกหนักใจเกี่ยวกับสุขภาพผิวแล้วหา ทางแก้ไม่ได้ ก่อนที่คุณจะหาทางแก้ไขรู้หรือไม่อะไรคือ…สิ่งที่ผิวต้องการถ้าไม่รู้ตาม มาดูเลยค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยเคล็ดลับการ “ลบเลือนผิวแตกลาย”

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังมีปัญหาหนักอกหนักใจเกี่ยวกับริ้วรอยผิวแตก ลาย วันนี้เรามี เคล็ดลับการ “ลบเลือนผิวแตกลาย” มาแนะนำกันค่ะ

 

สูตรเด็ด “เคล็ดลับการมีผิวสวยใสจากภายใน”

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการมีผิวที่ที่ชุ่มชื่นไม่แห้งกร้าน วันนี้เราได้นำเอา สูตรเด็ด “เคล็ดลับการมีผิวสวยใสจากภายใน” มาบอกเล่ากันจร้า

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยเคล็ดลับ! สูตรขัดหน้าที่คุณก็ทำเองได้

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการมีผิวหน้าที่เนียนเด้งสวยใสวันนี้เรา มีเคล็ดลับ! สูตรขัดหน้าที่คุณก็ทำเองได้ มาฝากกันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยเผย “เทคนิคดูแลผิวแห้ง”

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการเคล็ดลับวิธีดูแลผิวแห้งอย่าพลาดนะค่ะ เพราะว่าววันนี้เราจะมาเผย “เทคนิคดูแลผิวแห้ง” ให้คุณได้รู้กันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยสูตร! หน้าสวยด้วยสตรอเบอร์รี่่

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการมีผิวหน้าที่สวยใสวันนี้เราขอแนะนำสูตร! หน้าสวยด้วยสตรอเบอร์รี่่ มาให้สาวๆ ได้ฟินกันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยเทคนิค “พิชิตปัญหาผิวหน้ามัน”

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังเผชิญกับปัญหาผิวหน้ามัน วันนี้เรามีเทคนิค “พิชิตปัญหาผิวหน้ามัน” มาฝากค่ะ อยากผิวสวยใสขาวด้วยห้ามพลาด

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยเคล็ดลับ! ขาเรียบเนียนทันใจ

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณอยากมีขาที่เรียบเนียนสวยวันนี้เรามีเคล็ดลับ! ขาเรียบเนียนทันใจมาฝากกันด้วยค่ะ อย่าพลาดนะค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวย“เคล็ดลับกำจัดสิวเสี้ยน” สุดประหย๊าดด … ประหยัด

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังมีปัญหาหนักอกหนักใจเกี่ยวกับสิวเสี้ยน วันนี้เราได้นำเอา “เคล็ดลับกำจัดสิวเสี้ยน” สุดประหย๊าดด … ประหยัด มาฝากจร้า

 

Vaseline Sanitizing Hand Creamวาสลีน แซนิไทซิ่ง แฮนด์ ครีม ใหม่ Vaseline Sanitizing Hand Cream ครีมบำรุงมือและเล็บ บำรุงล้ำลึกพร้อมลดการสะสมของแบคทีเรีย

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยเคล็ดลับ “ดูแลผิวหน้ามันด้วยไข่ขาว”

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการมีผิวหน้าที่เนียนกิ๊กไร้ซึ้งความมัน วันนี้เราได้นำเอา เคล็ดลับ “ดูแลผิวหน้ามันด้วยไข่ขาว” มาฝากกันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยสูตรเด็ด “มีผิวสวยด้วยส้ม”

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการมีผิวที่สวยใสวันนี้เรามีสูตรเด็ด “มีผิวสวยด้วยส้ม” ที่คุณนึกไม่ถึงมาบอกกันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยทราบหรือไม่ว่า! น้ำเย็นช่วยให้ผิวแลดูชุ่มชื่น

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการมีผิวที่ที่ชุ่มชื่นไม่แห้งกร้าน ทราบหรือไม่ว่า! น้ำเย็นช่วยให้ผิวแลดูชุ่มชื่นได้นะค่ะ ไปดูกันเลยค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวย“พฤติกรรมทำร้ายความสวย” ที่คุณสาวไม่รู้ตัว

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณอยากสวยแต่ทำยังงัยก็ไม่สวยสักทีวันนี้เรามี “พฤติกรรมทำร้ายความสวย” ที่คุณสาวไม่รู้ตัว มาบอกให้คุณได้รู้ตัวกันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยเคล็ดลับ “รักษาสิวด้วยมะนาว”

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องสิวๆ วันนี้เราได้นำเอา เคล็ดลับ “รักษาสิวด้วยมะนาว” มาแนะนำคุณผู้หญิงทั้งหลายกันด้วยค่ะ อย่าพลาดนะค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยทริป “การขัดผิวแบบแห้ง”

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการมีผิวหน้าที่สวยใสวันนี้เราได้นำเอา ทริปทริป “การขัดผิวแบบแห้ง” มาให้คุณผู้หญิงได้ทดลองทำกันค่ะ

 

วิธีดูแลผิวขาวผิวสวยพฤติกรรมทำร้ายผิว! ที่คุณไม่รู้

คุณผู้หญิงทั้งหลายถ้าคุณกำลังต้องการมีผิวหน้าที่สวยใสวันนี้เรามี พฤติกรรมทำร้ายผิว! ที่คุณไม่รู้มาฝากให้ป้องกันกันค่ะ

 

พืชสมุนไพร ประเภท ยาเจริญอาหาร

กรรณิการ์

กรรณิการ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Night Jasmine, Nyctanthes arbor-tristis Linn.
ชื่อวงศ์ : VERBENACEAE
ชื่ออื่น : กณิการ์, กรณิการ์

รูปลักษณะ : กรรณิการ์ เป็นไม้พุ่ม สูง 2-5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ หรือรูปใบหอก กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 5 -10 ซม. ค่อนข้างหยาบสาก ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกเป็นหลอดสีส้มแดง ผลแห้ง แตกได้ แบน รูปไข่กลับ

สรรพคุณของ กรรณิการ์ : ใบ ใช้ใบเป็นยาขมเจริญอาหาร บำรุงน้ำดี ต้น แก้ปวดศีรษะ ดอก แก้ไข้และลมวิงเวียน ราก บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ท้องผูก โคนกลีบ ใช้โคนกลีบส่วนหลอดสีส้มแดงโขลกหยาบๆ เติมน้ำคั้น ส่วนน้ำกรองจะได้น้ำสีเหลืองใส ใช้เป็นสีผสมอาหาร และย้อมผ้า เติมน้ำมะนาว หรือสารส้มลงไปเล็กน้อยขณะย้อมผ้า จะทำให้สีคงทน

ขิง

ขิง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ginger, Zingiber officinale Rosc.
ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่น : ขิงแกลง, ขิงแดง, ขิงเผือก

รูปลักษณะ : ขิง เป็นไม้ล้มลุก สูง 0.3-1 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นมาจากดิน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน แกมใบหอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 15-20 ซม. ดอกช่อ แทงออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ใบประดับสีเขียวอ่อน ผลแห้ง มี 3 พู

สรรพคุณของ ขิง : เหง้าแก่ทั้งสดและแห้ง ตำรายาไทยใช้เป็นยาขับลม ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาเจียน แก้ไอ ขับเสมหะและขับเหงื่อ โดยใช้เหง้าสดขนาดนิ้วหัวแม่มือต้มกับน้ำ ผงขิงแห้ง ชงน้ำดื่ม จากการทดลองกับอาสาสมัคร 36 คน พบว่าผงขิง ป้องกันการเมารถ เมาเรือ ได้ดีกว่ายาแผนปัจจุบัน (Dimenhydrinate) ในเหง้ามีน้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วย Menthol, Borneol, Fenchone, 6-Shogaol และ 6-Gingerol Menthol มีฤทธิ์ขับลม Borneol, Fenchone และ 6-Gingerol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน นอกจากนี้พบว่า สารที่มีรสเผ็ด ได้แก่ 6-Shogaol และ 6-Gingrol ลดการบีบตัวของลำไส้ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง

ตะไคร้

ตะไคร้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lemon Grass, Cymbopogon citratus (DC.) Stapf
ชื่อวงศ์ : POACEAE
ชื่ออื่น : จะไคร, ไคร

รูปลักษณะ : ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 0.75-1.2 เมตร แตกเป็นกอ เหง้าใต้ดินมีกลิ่นเฉพาะ ข้อและปล้องสั้นมาก กาบใบสีขาวนวล หรือขาวปนม่วง ยาวและหนาหุ้มข้อ และปล้องไว้แน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 1-2 ซม. ยาว 70-100 ซม. แผ่นใบและขอบใบสากและคม ออกดอกยาก

สรรพคุณของ ตะไคร้ : โคนกาบใบ, ลำต้น ทั้งสดและแห้ง มีน้ำมันหอมระเหยช่วยให้เจริญอาหาร ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด ใช้ลำต้นแก่สดประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ทุบพอแหลก ต้มน้ำพอเดือดหรือชงน้ำ ดื่มวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร นอกจากนี้ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการขัดเบา หรือปัสสาวะไม่คล่อง โดยผู้ป่วยต้องไม่มีอาการบวมที่แขนและขา พบว่าน้ำมันตะไคร้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย

วิธีการเล่นโยคะ
ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 1: ท่าเด็ก
ช่วยยืดสะโพก ต้นขาส่วนหน้า และหลัง

1. คุกเข่าบนพื้น นิ้วโป้งเท้าสัมผัสกัน เข่ากว้่างเท่าสะโพก นั่งบนส้นเท้า

2. ก้มลำตัวให้นอนลงระหว่างต้นขาทั้งสอง หน้าผากติดพื้น เหยียดแขนตรงไปข้างหน้า ฝ่ามือวางบนพื้น หลับตาแล้วหายใจลึกๆ อยู่ท่านี้อย่างน้อย 1 นาที

ยิ้ม ช่วยผ่อนคลายหลังและสะโพก

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 2: สุนัขก้มหน้า
ช่วยยืดกระดูกสันหลัง เข่าด้านหลัง ต้นขาด้านหลัง น่อง ไหล่ส่วนหลัง และหลังแขน

1. เริ่มต้นในท่าคลาน ขาและเข่ากางเท่าสะโพก แขนกว้างเท่าไหล่ กางนิ้วกว้าง

2. มือดันพื้น ยกเข่าขึ้นจนขาตรง (หากรู้สึกตึงขาเกินไป งอเข่าเล็กน้อยให้รู้สึกสบาย)

3. ก้าวแขนไปข้างหน้าเล็กน้อย และก้าวขาไปข้างหลังเล็กน้อย เกร็งต้นขาไว้ ดันต้นขาไปที่หลัง หากส้นเท้ายก พยายามกดส้นเท้าให้ติดพื้น

4. ผ่อนคลายศีรษะ คอ แล้วปล่อยให้ไหล่ผายไปด้านหลัง หายใจลึกๆ ค้างไว้อย่างน้อย 1 นาที

ยิ้ม ช่วยยืดลำตัวส่วนบน และพื้นการไหล่เวียนของเลือดให้กับร่างกายส่วนบน

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 3: ท่านักรบ
ช่วยยืดสะโพก ต้นขาด้านใน หน้าอก ต้นขาด้านหน้า หัวไหล่ และท้องน้อย

1. ยืนกางขากว้างประมาณ 4 ฟุต หมุนเท้าขวาไปทางปลายเสื่อ หมุนเท้าซ้ายประมาณ 30 องศา

2. ยกแขนระดับไหล่ ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง งอเข่าขวาทำมุมฉาก

3. ค่อยๆ กดก้นกกลงให้หน้าท้องเกร็ง ข้างไว้ เป็นเวลา 5 ลมหายใจเข้าออกแบบลึก เหยียดขาขวาตรง แล้วสลับข้าง

ยิ้ม ช่วยกระชับแขนพร้อมลำตัว

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 4: ท่าแพรงค์
ช่วยยืดแขน หลัง หัวไหล่ ลำตัว และต้นขาด้านหน้า

1. เริ่มต้นในท่าสุนัขก้มหน้า กดฝ่ามือลง เลื่อนหน้าอกไปข้างหน้าจนหัวไหล่ตรงกับข้อมือ อยู่ในท่าวิดพื้น (แขนตรง)

2. ดันส้นเท้าไปด้านหลัง ยืดศีรษะไปด้านหน้า ให้เป็นเส้นตรงจากศีรษะถึงเท้า ค้างไว้ 1 นาที

ยิ้ม สร้างความแข็งแรงให้กับลำตัวส่วนบน ทั้งแขน ไหล่ และลำตัว

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 5: ท่าพร้อมสู้
ช่วยยืดกระดูกสันหลัง ต้นขาส่วนหน้า ข้อศอก และหลัง

1. ยืนกางขากว้างเท่าสะโพก กางนิ้วเท้าเพื่อสร้างการทรงตัวที่ดี ยกแขนขึ้นด้านบน ฝ่ามือหันเข้าหากัน พร้อมงอเข่า ลดก้นกกลงไปด้านหลัง คล้ายนั่งอยู่บนเก้าอี้

2. เกร็งหน้าท้อง เพื่อรักษาหลังตรง ถ่ายน้ำหนักทั้งหมดลงที่ส้นเท้า เข่าไม่เกินปลายเท้า ค้างไว้ 5 ลมหายใจเขาออก พัก 1 นา่ที ทำซ้ำ

ยิ้ม เป็นท่า่ที่ไม่สร้างความบาดเจ็บอย่างแน่นอน พร้อมสร้างความแข็งแรงให้กับต้นขาส่วนหน้า ช่วยพยุงหัวเข่า และพัฒนาการทรงตัว

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 6: ท่าต้นไม้
ช่วยยืดสะโพก ต้นขาด้านใน สร้างความแข็งแรงให้กับขา แนวหลัง และลำตัว

1. ยืนเท้าชิด มืออยู่บนสะโพก ถ่ายน้ำหนักไปที่เท้าซ้าย พร้อมงอเข่าขวายกขึ้นวางไว้ที่ขาซ้ายด้านใน (ผู้เริ่มฝึกวางที่ข้อเท้า ผู้ชำนาญให้วางที่ต้นขาด้านใน) ค่อยๆ กดเท้าขวาต้านขาซ้าย

2. ประทับฝ่ามือทั้งสองเข้าหากันระดับหัวใจในท่าพนมมือ ค้างไว้ 1 นาที แล้วสลับข้าง สำหรับผู้ชำนาญให้ยกฝ่ามือเหนือศีรษะ

ยิ้ม เมื่อใจว้าวุ่น ท่านี้จะช่วยให้ใจจดจ่อ

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 7: ท่าการ์แลนด์
ช่วยยืดหลังส่วนล่าง ขาหนีบ สะโพก และข้อเท้า

1. ยืนกางขากว้างกว่าสะโพกเล็กน้อย พนมมืออยู่ระดับหัวใจ หันปลายเท้าออกเล็กน้อย

2. งอเข่าลง นั่งยองๆ ระหว่างขา พนมมือค้างอยู่ กดข้อศอกเข้าที่เข่าด้านใน ผายสะโพกออก จัดระเบียบหลังให้ตรง หน้าออกผาย รับรู้ความรู้สึกที่หลังส่วนล่างที่กำลังหายไป ค้่างไว้ 1 นาที

ยิ้ม ช่วยผ่อนคลายหน้าท้อง

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 8: ท่าเรือ
สร้างความแข็งแรงให้กับลำตัว ต้นขาส่วนหน้า

1. นั่งงอเข่า เท้าวางเรียบบนพื้นเอนหลังลงเล็กน้อยจนสามารถสร้างสมดุลของกระดูกในการนั่งได้ ยกขาขึ้นจนหน้าแข่งขนานกับพื้น เข่างอ

2. เหยียดแขนไปด้านหน้าขนานกับพื้น ฝ่ามือหันหากัน รักษาระดับหน้าอกให้สูงและพยุงลำตัว เหยียดขาตรง ข้างไว้ 5-10 ลมหายใจ ทำซ้ำ 5 ครั้ง

ยิ้ม สร้างหน้าท้องที่สวยงาม

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 9: ท่าสะพาน
ช่วยยืดร่างกายส่วนหน้า สร้างความแข็งแรงให้กับขาด้านหลัง

1. นอนหันหน้าขึ้น งอเข่า เท้าวางราบที่พื้นกวางเท่าสะโพก ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า วางแขนข้างลำตัว ฝ่ามือคว่ำ

2. ค่อยๆ กดเท้า พร้อมยกสะโพกขึ้นสูง ปล่อยให้ตัวด้านหน้ายืดขึ้นในแต่ละลมหายใจ ข้างไว้ 5-10 ลมหายใจ ทำซ้ำ 3 ครั้ง

ยิ้ม ท่าสะพานช่วยขยายหน้าอก ช่วงซี่โครง ช่วยให้หายใจได้ลึกขึ้น รับออกซิเจนมากขึ้น เพิ่มระดับพลังงานให้ร่างกาย

ท่าโยคะเพื่อผู้หญิงที่ 10: ท่าบิดตัวเหยียดเท้า
ช่วยยืดสะโพก ไหล่ หลัง คอ และสร้างความแข็งแรงให้กับสันหลัง

1. นั่งบนพื้น ขาเหยียดออกด้านหน้า เอาเท้าขวาวางบนพื้นด้านนอกของสะโพกด้านซ้าย (เข่าขวาชี้ขึ้นด้านบน)

2. งอเข่าซ้ายแล้วนำเท้าซ้ายวางด้านนอกของสะโพกด้านขวา วางมือขวาลงบนพื้นหลังสะโพกด้านขวา ยกมือซ้ายชี้ไปด้านบน ในขณะที่หายใจออก ให้งอแขนซ้ายแล้ววางข้อศอกซ้ายด้านนอกของเข่าขวา

3. ยืดหลังโดยหายใจเข้าพร้อมบิดตัวเมื่อหายใจออกในแต่ละครั้ง ดันศอกซ้ายไปที่ขาขวาเพื่อให้ตัวบิดได้มากขึ้น มองไปทางด้านหลังของคุณ ค้างไว้ 5-10 ลมหายใจ ทำซ้ำสลับข้าง

ยิ้ม ท่าโยคะนี้ช่วยพัฒนาระบบย่อยอาหารและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตที่ท้องส่วนล่าง

 

 

วรรณคดีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  • วรรณคดีมุขปาฐะ
คือ วรรณคดี แบบที่เล่ากันมาปากต่อปาก ไม่ได้บันทึกไว้ เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น เพลงพื้นบ้าน นิทานชาวบ้าน บทร้องเล่น
  • วรรณคดีราชสำนัก หรือ วรรรคดีลายลักษณ์
เช่น ไตรภูมิพระร่วง พระอภัยมณี อิเหนา ลิลิตตะเลงพ่าย

วรรณคดีในภาษาไทย

  • วรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดี มีสาระ และมีคุณค่าทางวรรณศิลป์ การใช้คำว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นในพระราชกฤษฎีกาตั้ง วรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ 6
  • วรรณคดี เป็นวรรณกรรมที่ถูกยกย่องว่าเขียนดี มีคุณค่า สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดอารมสะเทือนใจ มีความคิดเป็นแบบแผน ใช้ภาษาที่ไพเราะ เหมาะแก่การให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะ สามารถ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร

วรรณคดีในภาษาไทย

วรรณคดีในภาษาไทย ตรงกับคำว่า “Literature ในภาษาอังกฤษ” โดยคำว่า Literature ในภาษาอังกฤษมาจากภาษาลาติน แปลว่า การศึกษา ระเบียบของภาษา ซึ่งในภาษาอังกฤษจะมีความหมายหลายอย่าง ดังนี้

อาชีพการประพันธ์

งานเขียนในสมัยใดสมัยหนึ่ง งานประพันธ์ที่ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ และผู้อ่านทั่วไป สำหรับในภาษาไทย วรรณคดี ปรากฏครั้งแรกในหนังสือพระราชกฤษฎีกาตั้งวรรณคดีสโมสร วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 โดยมีความหมายคือ หนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี นั้นคือมีการใช้ภาษาอย่างดี มีศิลปะการแต่งที่ยอดเยี่ยมทั้งด้านศิลปะการใช้คำ ศิลปะการใช้โวหารและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และภาษานั้นให้ความหมายชัดเจน ทำให้เกิดการโน้มน้าวอารมณ์ผู้อ่านให้คล้องตามไปด้วย กล่าวง่ายๆ คือ เมื่อผู้อ่าน ๆ แล้วทำให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ตื่นเต้นดื่มด่ำ หนังสือเล่มใดอ่านแล้วมีอารมณ์เฉยๆ ไม่ซาบซึ้งตรึงใจและทำให้น่าเบื่อถือว่าไม่ใช่วรรณคดี หนังสือที่ทำให้เกิดความรู้สึกดื่มด่ำดังกล่าวนี้จะต้องเป็นความรู้สึกฝ่าย สูง คือทำให้เกิดอารมณ์ความนึกคิดในทางที่ดีงาม ไม่ชักจูงในทางที่ไม่ดี

การศึกษาวรรณคดีโดยวิเคราะห์ตามประเภท สามารถแบ่งได้เป็นประเภทต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

  • วรรณคดีคำสอน
  • วรรณคดีศาสนา
  • วรรณคดีนิทาน
  • วรรณคดีลิลิต
  • วรรณคดีนิราศ
  • วรรณคดีเสภา
  • วรรณคดีบทละคร
  • วรรณคดีเพลงยาว
  • วรรณคดีคำฉันท์
  • วรรณคดียอพระเกียรติ
  • วรรณคดีคำหลวง
  • วรรณคดีปลุกใจ

 

15 มลไม้มงคล ที่ควรนำไปบูชา

1. ขนุน

2. ทุเรียน

3. กล้วยหอม

4. ทับทิม

5. ลูกอินทร์

6. ลูกจันทร์

7. องุ่น

8. แตงไทย

9. มะม่วง

10. ลูกเกด

11. ลูกตาล

12. อินทผาลัม

13. แอปเปิ้ล

14. ลิ้นจี่

15. ลำไย

Posted in Uncategorized | Leave a comment